top of page

เปิดโรงพยาบาลสัตว์ ปี 2026 ต้องทำอะไรบ้าง?

  • รูปภาพนักเขียน: Decco develop
    Decco develop
  • 5 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที




ปัจจุบันธุรกิจสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เจ้าของสัตว์ให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพการรักษามากขึ้น ทำให้การเปิดโรงพยาบาลสัตว์เป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโต แต่ต้องวางแผนอย่างรอบด้าน ทั้งรูปแบบบริการ ทำเล การออกแบบพื้นที่ งบประมาณ บุคลากร เครื่องมือทางการแพทย์ และการขออนุญาตตามกฎหมาย

บทความนี้จะสรุปขั้นตอนสำคัญในการเปิดโรงพยาบาลสัตว์ ปี 2026 แบบเข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้เจ้าของโครงการและผู้ที่สนใจสามารถเตรียมความพร้อม วางแผนการลงทุน และดำเนินการได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ



เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน



วางแผนรูปแบบและบริการของโรงพยาบาลสัตว์

ก่อนเปิดโรงพยาบาลสัตว์ ควรกำหนดรูปแบบและบริการให้ชัดเจน เพราะมีผลต่อขนาดพื้นที่ บุคลากร เครื่องมือ ระบบการทำงาน และงบประมาณ โดยต้องพิจารณาว่าจะให้บริการกลุ่มใด รับรักษาสัตว์ประเภทไหน และรองรับการรักษาในระดับใด เพื่อให้การลงทุนเหมาะสมกับความต้องการจริง

รูปแบบ

ลักษณะสำคัญ

สิ่งที่ต้องพร้อม

โรงพยาบาลสัตว์ทั่วไป

ดูแลโรคทั่วไป ป้องกันโรค ตรวจวินิจฉัย ผ่าตัด และรับสัตว์ป่วยค้างคืน

สัตวแพทย์ทั่วไป ทีมผ่าตัด ระบบตรวจเลือด เอกซเรย์ และการดูแลสัตว์ป่วยค้างคืน

โรงพยาบาลสัตว์เฉพาะทาง

เน้นสาขาหรือกลุ่มโรคเฉพาะ เช่น หัวใจ ผิวหนัง กระดูกและข้อ ระบบประสาท หรือสัตว์พิเศษ

สัตวแพทย์ที่มีคุณสมบัติตรงสาขา เครื่องมือเฉพาะทาง และระบบรับส่งต่อผู้ป่วย


1. โรงพยาบาลสัตว์ทั่วไป

โรงพยาบาลสัตว์ตามมาตรฐานแล้วต้องมีบริการตามมาตรฐานอย่างน้อยดังนี้

  • ตรวจ ป้องกัน และรักษาโรคสัตว์

  • ผ่าตัดเล็ก

  • ผ่าตัดใหญ่

  • ตรวจค่าทางโลหิตวิทยา

  • ตรวจค่าเคมีโลหิต

  • รับสัตว์ป่วยไว้พักรักษาค้างคืน

  • บริการเอกซเรย์เพื่อประกอบการวินิจฉัย

เครื่องเอกซเรย์ต้องได้มาตรฐานและได้รับอนุญาตจากหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแล


2. โรงพยาบาลสัตว์เฉพาะทาง

โรงพยาบาลสัตว์เฉพาทางจะมีบริการเฉพาะทางเพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อรองรับความตี้องการของผู้ที่เข้ามาใช้บริการมากขึ้น ดังนี้

  • โรคหัวใจ

  • โรคผิวหนัง

  • โรคตา

  • โรคระบบประสาท

  • โรคกระดูกและข้อ

  • โรคมะเร็ง

  • ทันตกรรมสัตว์

  • เวชศาสตร์ฉุกเฉินและวิกฤต

  • การรักษาสัตว์พิเศษ

  • ศูนย์ฟื้นฟูร่างกายสัตว์

  • รักษาสัตว์พิเศษ (Exotic)

จะทำเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางเต็มรูปแบบ หรือเป็นโรงพยาบาลทั่วไปที่มีศูนย์เฉพาะทางบางแผนกก็ได้ เช่น "โรงพยาบาลสัตว์ทั่วไปและศูนย์โรคหัวใจสัตว์"

หากชื่อสถานพยาบาลระบุว่าเป็นสาขาเฉพาะทาง กฎหมายกำหนดว่าต้องมีสัตวแพทย์ที่ได้วุฒิบัตร อนุมัติบัตร หรือหนังสือรับรองจากสัตวแพทยสภาในสาขานั้นเพิ่มเติมด้วย


ออกแบบพื้นที่โรงพยาบาลสัตว์ให้ได้มาตรฐาน

การออกแบบโรงพยาบาลสัตว์ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย สุขอนามัย การควบคุมโรค และความสะดวกในการปฏิบัติงาน โดยแต่ละพื้นที่ควรแยกตามหน้าที่อย่างชัดเจน โดยพื้นที่หลักที่ต้องมี ดังนี้


ออกแบบโซนพักคอยโรงพยาบาลสัตว์

1. โซนต้อนรับและพื้นที่พักคอย

โซนต้อนรับเป็นพื้นที่แรกที่เจ้าของและสัตว์เข้าถึง ใช้สำหรับลงทะเบียน สอบถามข้อมูล นัดหมาย รอรับบริการ และชำระค่าใช้จ่าย

ควรจัดพื้นที่พักรอเพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างสัตว์ โดยแยกสำหรับ

  • สุนัข

  • แมว

  • สัตว์ที่หวาดกลัวหรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว

  • สัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคติดเชื้อ


พื้นที่ที่ควรจัดเตรียมตามาตรฐาน

  • เคาน์เตอร์ต้อนรับและลงทะเบียน

  • พื้นที่พักคอยสำหรับเจ้าของสัตว์

  • พื้นที่รอสุนัขและแมวแยกกัน

  • จุดชั่งน้ำหนักสัตว์

  • จุดรับนัดหมายและชำระเงิน

  • จุดให้ข้อมูลหรือวางเอกสารแนะนำ

  • พื้นที่พักรถเข็นหรือกรงเคลื่อนย้ายสัตว์

  • พื้นที่จัดคิวที่ไม่กีดขวางประตูและทางเดิน

  • ทางเข้าสำหรับสัตว์ฉุกเฉินหรือสัตว์ติดเชื้อ


มาตรฐานไม่ได้กำหนดขนาดขั้นต่ำ จำนวนที่นั่ง หรือระยะห่างระหว่างสัตว์ไว้อย่างตายตัว จึงควรคำนวณจากจำนวนผู้ใช้บริการช่วงเร่งด่วน จำนวนห้องตรวจ และจำนวนสัตว์ที่อาจเข้ามาพร้อมกัน


ห้องตรวจโรงพยาบาลสัตว์

2. ห้องตรวจรักษา

ควรมีห้องตรวจอย่างน้อย 1 มีขนาดไม่ต่ำกว่า 7.5 ตารางเมตรต่อห้อง

 และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับสัตวแพทย์ ผู้ช่วย เจ้าของ และสัตว์ป่วย


อุปกรณ์พื้นฐานภายในห้องตรวจ

  • โต๊ะตรวจ

  • อ่างล้างมือ

  • เครื่องชั่งน้ำหนัก

  • เข็มและกระบอกฉีดยาปลอดเชื้อ

  • ถุงมือตรวจแบบใช้แล้วทิ้ง

  • หูฟัง เครื่องตรวจหู เครื่องตรวจตา และเทอร์โมมิเตอร์

  • อุปกรณ์บังคับสัตว์

  • น้ำยาฆ่าเชื้อและอุปกรณ์ทำความสะอาด

  • กระดาษเช็ดมือ

  • ถังขยะแบบมีฝาปิด อย่างน้อย 2 ถังต่อห้อง (แยกขยะทั่วไป/ขยะติดเชื้อ)


ห้องพักสัตว์ป่วยโรงพยาบาลสัตว์

3. ห้องพักสัตว์ป่วยและกรงพักรักษา

มีจำนวนกรงสัมพันธ์กับจำนวนสัตว์และบุคลากรที่สามารถดูแลได้

มีกรงสำหรับสัตว์ 1 ตัวต่อ 1 กรง 

ขนาดและลักษณะกรง

กรงต้องเหมาะกับชนิด ขนาด น้ำหนัก และภาวะของสัตว์ โดยสัตว์ต้องสามารถ

  • นอนในท่าปกติ

  • เหยียดตัว

  • ยืน ลุก และนั่ง

  • กลับตัวได้สะดวก

  • มีที่นอนและวัสดุรองกรงต้องเหมาะกับสัตว์แต่ละตัว

การแยกพื้นที่พักรักษาตามมาตรฐาน

ควรแบ่งพื้นที่ตามประเภทและความเสี่ยง ได้แก่

  • แยกสุนัขและแมว

  • แยกสัตว์ต่างชนิด

  • แยกสัตว์ป่วยออกจากสัตว์ฝากเลี้ยงหรือสัตว์อาบน้ำตัดขน

  • แยกสัตว์ที่เป็นหรือสงสัยว่าเป็นโรคติดเชื้อ

ระหว่างกรงควรมีแผงกั้นเพื่อลดการมองเห็นและการสัมผัสโดยตรง ส่วนที่กั้นระหว่างลานหน้ากรงหรือคอกควรสูงอย่างน้อย 48 นิ้ว หรือประมาณ 1.22 เมตร

ระบบพื้นและการระบายน้ำ

พื้นกรงและลานหน้ากรงควรมีความลาดเอียงให้น้ำไหลลงจุดระบายได้สะดวก ไม่เกิดน้ำขัง และไม่ทำให้น้ำจากกรงหนึ่งไหลปนเปื้อนไปยังอีกกรง

การป้องกันสัตว์หลบหนี

ควรมีระบบป้องกันอย่างน้อย 2 ชั้น เช่น

  • กรงปิดอยู่ภายในห้องที่มีประตู

  • ใช้สายรัดอกภายในอาคารปิด

  • ใช้สายรัดอก 2 เส้นเมื่อนำสัตว์ออกนอกอาคาร


ห้องเอกซเลย์โรงพยาบาลสัตว์

4. ห้องเอกซเรย์

พื้นที่และอุปกรณ์ภายในห้อง

  • เครื่องและโต๊ะเอกซเรย์

  • แผงควบคุมเครื่อง

  • ฉากหรือผนังป้องกันรังสี

  • อุปกรณ์จัดท่าและบังคับสัตว์

  • พื้นที่เก็บ Cassette หรือ X-ray Sensor

  • อุปกรณ์ป้องกันรังสี

  • จอแสดงภาพหรืออุปกรณ์อ่านฟิล์ม

เครื่องเอกซเรย์ควรมี Output ตั้งแต่ 300 mAs ที่ 125 kVp

อุปกรณ์ป้องกันรังสี

ควรมีเสื้อคลุม ถุงมือ และปลอกคอกันรังสีอย่างน้อย 2 ชุด  อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

ขณะถ่ายภาพ บุคลากรควรอยู่หลังฉากตะกั่วหรืออยู่นอกห้อง โดยจุดควบคุมเครื่องต้องสามารถมองเห็นสัตว์ได้อย่างปลอดภัย

กรณีใช้ระบบฟิล์ม

  • มีตู้อ่านฟิล์มอย่างน้อย 2 ตู้

  • มีตู้อ่านฟิล์มในห้องผ่าตัดอย่างน้อย 1 ตู้

  • ห้องมืดต้องป้องกันแสงและมีพื้นที่ล้างฟิล์ม

  • มีพื้นที่เก็บฟิล์มและตลับฟิล์ม

  • มีระบบระบายสารระเหยจากน้ำยาล้างฟิล์ม

กรณีใช้ระบบดิจิทัล

  • มีจอแสดงภาพรังสีอย่างน้อย 1 จอ

  • มีจอแสดงผลความละเอียดสูงอย่างน้อย 1 เครื่อง

ควรมีจอเฉพาะภายในห้องผ่าตัด เพื่อเปิดดูภาพระหว่างการรักษา


ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลสัตว์

5. ห้องผ่าตัด

ห้องผ่าตัดควรมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 12 ตารางเมตร

เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการจัดวางอุปกรณ์และการปฏิบัติงานของทีมสัตวแพทย์

ขนาดพื้นที่และทางเข้า

  • ขนาดพื้นที่ไม่น้อยกว่า 12 ตารางเมตร

  • ความสูงจากพื้นถึงเพดานไม่น้อยกว่า 2.60–2.80 เมตร

  • ประตูกว้างอย่างน้อย 1.20–1.50 เมตร เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายสัตว์และอุปกรณ์

ระยะห่างและการจัดวาง

ควรจัดวางโต๊ะผ่าตัดไว้บริเวณกึ่งกลางห้อง และใช้เป็นจุดหลักในการกำหนดตำแหน่งอุปกรณ์ต่าง ๆ

ระยะจากขอบโต๊ะผ่าตัดถึงผนังควรไม่น้อยกว่า 1.00–1.20 เมตรทั้ง 4 ด้าน

 เพื่อให้สัตวแพทย์ ผู้ช่วย และบุคลากรสามารถเคลื่อนไหวและปฏิบัติงานรอบโต๊ะได้สะดวก

อุปกรณ์ที่ควรมีภายในห้องผ่าตัด

  • โต๊ะผ่าตัดและโคมไฟผ่าตัด

  • ชุดเครื่องมือศัลยกรรม

  • เครื่องดมยาสลบพร้อมระบบระบายก๊าซส่วนเกิน

  • เครื่องติดตามสัญญาณชีพ

  • เครื่องควบคุมการให้สารน้ำ

  • เครื่องดูดสารคัดหลั่ง

  • เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อแรงดันไอน้ำ

  • ตู้เก็บเครื่องมือและเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ



 จัดหาสัตวแพทย์ และบุคลากรสำหรับโรงพยาบาลสัตว์

โรงพยาบาลสัตว์ต้องจัดบุคลากรให้เหมาะสมกับประเภทบริการ เวลาทำการ และจำนวนสัตว์ป่วย โดยเฉพาะสถานพยาบาลที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงหรือมีบริการรับสัตว์ป่วยไว้ค้างคืน มีบุคลากรดังนี้


บุคคลากรที่จำเป็นในโรงพยาบาลสัตว์

1. สัตวแพทย์ผู้ดำเนินการ

คุณสมบัติ

  • มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง

  • เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์ได้เพียง 1 แห่ง

หน้าที่

  • ควบคุมและดูแลการดำเนินงานของสถานพยาบาล

  • กำกับมาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพ

  • ดูแลความสะอาดและความปลอดภัยภายในสถานพยาบาล

  • ควบคุมการโฆษณาให้เป็นไปตามข้อกำหนด

  • ดูแลระบบจัดเก็บยาและสารเคมีอันตราย


2. สัตวแพทย์ประจำ

คุณสมบัติ

  • มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง

ข้อกำหนด

ต้องมีสัตวแพทย์ประจำอยู่ตลอดเวลาเปิดทำการ หากเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ต้องจัดสัตวแพทย์เข้าเวรหมุนเวียนให้มีผู้ปฏิบัติงานอยู่ในสถานพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง

หน้าที่

  • ตรวจและวินิจฉัยโรค

  • วางแผนและดำเนินการรักษา

  • สั่งและจ่ายยา

  • ผ่าตัดและทำหัตถการทางสัตวแพทย์

  • ติดตามอาการสัตว์ป่วย


3. ผู้ช่วยสัตวแพทย์

คุณสมบัติ

ควรสำเร็จการศึกษาด้านเทคนิคการสัตวแพทย์ หรือผ่านหลักสูตรอบรมผู้ช่วยสัตวแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

หน้าที่

  • ช่วยจับบังคับและจำกัดบริเวณสัตว์อย่างปลอดภัย

  • เตรียมเครื่องมือและพื้นที่สำหรับตรวจรักษา

  • ช่วยดูแลสัตว์ตามคำสั่งของสัตวแพทย์

  • บันทึกข้อมูลการกินอาหาร การขับถ่าย และอาการเบื้องต้น

  • ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อกรงหรืออุปกรณ์

ผู้ช่วยสัตวแพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยโรค ผ่าตัด หรือทำหัตถการที่สงวนไว้สำหรับสัตวแพทย์ได้


4. เจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์ป่วย

สถานพยาบาลที่มีบริการรับสัตว์ป่วยไว้ค้างคืนต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์ป่วยตลอดเวลาเปิดทำการ

หน้าที่

  • ดูแลสุขอนามัยในพื้นที่สัตว์ป่วยในหรือ IPD

  • ทำความสะอาดกรงและเปลี่ยนวัสดุรองนอน

  • ให้อาหารและน้ำตามแผนการดูแล

  • สังเกตพฤติกรรมและความผิดปกติของสัตว์

  • แจ้งสัตวแพทย์เมื่อพบอาการเปลี่ยนแปลง


5. เจ้าหน้าที่ต้อนรับ

หน้าที่

  • รับข้อมูลอาการเบื้องต้นและประสานสัตวแพทย์

  • ลงทะเบียนและตรวจสอบประวัติสัตว์ป่วย

  • จัดลำดับคิวและนัดหมาย

  • แจ้งรายละเอียดบริการและค่าใช้จ่าย

  • ประสานงานระหว่างเจ้าของสัตว์กับทีมรักษา

กรณีสัตว์มีอาการฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ควรส่งต่อให้สัตวแพทย์ประเมินทันที


6. เจ้าหน้าที่ธุรการและบริหาร

หน้าที่

  • จัดทำและจัดเก็บเวชระเบียนสัตว์ป่วย

  • เก็บรักษาเวชระเบียนไว้อย่างน้อย 3 ปี

  • ดูแลเอกสารและข้อมูลของสถานพยาบาล

  • บริหารคลังยาและเวชภัณฑ์

  • ดูแลงานบุคคล บัญชี และค่าใช้จ่าย

  • ตรวจสอบเอกสารใบอนุญาตและกำหนดต่ออายุ



ขออนุญาตเปิดโรงพยาบาลสัตว์ตามกฎหมาย

การเปิดโรงพยาบาลสัตว์ต้องได้รับอนุญาตให้จัดตั้งและมีผู้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์ก่อนเปิดให้บริการ โดยดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 จัดเตรียมเอกสาร

แบบคำขอหลักที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่

  • แบบ สส.1 คำขออนุญาตจัดตั้งสถานพยาบาลสัตว์

  • แบบ สส.2 คำขออนุญาตเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์

  • เอกสารประจำตัวของผู้ขออนุญาตและสัตวแพทย์ผู้ดำเนินการ

  • ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์

  • หนังสือรับรองนิติบุคคล กรณีดำเนินการในนามบริษัท

  • เอกสารสิทธิ์หรือสัญญาเช่าสถานที่

  • แผนที่ตั้งและแผนผังพื้นที่โรงพยาบาลสัตว์

  • เอกสารอื่นตามที่ระบุในแบบคำขอ


ขั้นตอนที่ 2 ยื่นคำขอ

  • กรุงเทพมหานคร ยื่นต่อกรมปศุสัตว์ตามจุดรับบริการที่กำหนด

  • ต่างจังหวัด ยื่นที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดซึ่งโรงพยาบาลสัตว์ตั้งอยู่

  • เจ้าหน้าที่ตรวจความครบถ้วนของคำขอและเอกสาร

  • ชำระค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

ระยะเวลาพิจารณาจองหน่วงงานภายใน 45-60 วัน นับจากวันที่ได้รับคำขอและเอกสารที่ถูกต้องครบถ้วน


ขั้นตอนที่ 3 ตรวจประเมินสถานที่

เจ้าหน้าที่จะนัดเข้าตรวจสถานที่ ตรวจความพร้อมของโรงพยาบาลสัตว์ โดยพิจารณาเรื่องสำคัญ ได้แก่

  • พื้นที่จริงตรงกับแผนผังที่ยื่น

  • ห้องตรวจ ห้องผ่าตัด ห้องพักสัตว์ป่วย และพื้นที่สนับสนุนได้มาตรฐาน

  • พื้น ผนัง และวัสดุสามารถทำความสะอาดได้

  • เครื่องมือ ยา และเวชภัณฑ์มีครบและพร้อมใช้งาน

  • มีป้ายชื่อ รายชื่อสัตวแพทย์ และเวลาปฏิบัติงานชัดเจน

  • มีระบบควบคุมความสะอาด ขยะติดเชื้อ และความปลอดภัย

สัตวแพทย์ผู้ดำเนินการควรอยู่ร่วมในวันตรวจ เพื่อให้ข้อมูลและสาธิตการใช้งานเครื่องมือเมื่อเจ้าหน้าที่ร้องขอ

กรณีพบข้อบกพร่อง ต้องปรับปรุงตามรายการและระยะเวลาที่เจ้าหน้าที่กำหนด ก่อนส่งหลักฐานหรือนัดตรวจซ้ำ

ขั้นตอนที่ 4 รับใบอนุญาต

เมื่อผ่านการตรวจและได้รับอนุมัติ จะได้รับใบอนุญาตหลัก 2 ฉบับ ได้แก่

  • แบบ สส.3 ใบอนุญาตให้ตั้งสถานพยาบาลสัตว์

  • แบบ สส.4 ใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์

ต้องแสดงใบอนุญาตไว้ในจุดที่เปิดเผยและเห็นได้ง่ายภายในโรงพยาบาลสัตว์ จึงจะสามารถเปิดให้บริการและรับสัตว์ป่วยไว้ค้างคืนได้อย่างถูกต้อง


อายุใบอนุญาต

ใบอนุญาตให้ตั้งและใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์มีอายุ 3 ปีนับจากวันที่ออกใบอนุญาต และควรดำเนินการต่ออายุภายใน 60 วันก่อนวันสิ้นอายุ ดังนั้น ข้อมูลเดิมที่ระบุว่าใบอนุญาตมีอายุ 1 ปีควรแก้ไข

หมายเหตุ: ก่อนยื่นขออนุญาตจัดตั้งและดำเนินการ อาจต้องผ่านขั้นตอนขออนุมัติแผนงานการจัดตั้งสถานพยาบาลสัตว์ตามประเภทและลักษณะโครงการ โดยใช้แบบ สส.11





บทสรุป

การเปิดโรงพยาบาลสัตว์ให้ได้มาตรฐาน ต้องวางแผนทั้งรูปแบบบริการ การออกแบบตกแต่งพื้นที่ให้ได้มาตรฐาน ระบบสุขอนามัย เครื่องมือ บุคลากร และการขออนุญาตตามกฎหมายให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้น


การมีทีมผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบและวางแผนอย่างเป็นระบบ จะช่วยลดความผิดพลาด ควบคุมงบประมาณ และทำให้โรงพยาบาลสัตว์พร้อมเปิดให้บริการได้อย่างปลอดภัย ถูกต้อง และน่าเชื่อถือ


หากต้องการคำปรึกษาเรื่องการออกแบบตกแต่งโรงพยาบาลสัตว์ การวางผังพื้นที่ จัดหาบุคลากร หรือการขออนุญาตเปิดโรงพยาบาลให้ถูกต้องตามมาตรฐาน ติดต่อ Hosproject พร้อมให้คำแนะนำและดูแลคุณในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ ออกแบบ วางระบบ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมก่อนยื่นขออนุญาต


Line OA: @deccodesign

Tel: 093-424-1559 / 063-896-0577






ความคิดเห็น


bottom of page